
ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งอนาคต! ยุคสมัยที่รถยนต์ไม่ได้พึ่งพาเพียงน้ำมันอีกต่อไป แต่หันมาใช้พลังงานไฟฟ้าที่สะอาดและยั่งยืน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ “รถยนต์ไฟฟ้า” เจาะลึกเทคโนโลยี เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย แนะนำ 15 แบรนด์ รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี ที่น่าสนใจ และตอบคำถามคาใจเกี่ยวกับการใช้งาน พร้อมพาทุกท่านไปสัมผัสประสบการณ์การขับขี่สุดล้ำสมัย
รถยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกเป็นกี่ประเภท
ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี เราควรทำความเข้าใจกับประเภทของรถพลังงานไฟฟ้าก่อน รถยนต์ไฟฟ้า 2024 สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้
1. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle : HEV)
รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดเป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถทำงานร่วมกันหรือแยกกันได้ การทำงานของ HEV นั้นจะช่วยลดการใช้น้ำมันและลดการปล่อยไอเสีย ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า
- ขับเคลื่อนด้วยทั้งน้ำมันและไฟฟ้า
- ชาร์จไฟไม่ได้ ต้องเติมน้ำมันเหมือนรถทั่วไป
- รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งานรถไฟฟ้า
2. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Vehicle : PHEV)
PHEV เป็นการพัฒนาต่อยอดจากรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดโดยสามารถชาร์จไฟจากแหล่งไฟฟ้าภายนอกได้ ทำให้สามารถวิ่งได้ระยะทางที่ไกลขึ้นโดยใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และยังคงสามารถใช้น้ำมันได้ในกรณีที่จำเป็น
- ขับเคลื่อนด้วยทั้งน้ำมันและไฟฟ้า
- ชาร์จไฟได้ วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลกว่า รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ต้องการความอุ่นใจจากน้ำมันสำรอง
3. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle : FCEV)
FCEV ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงในการสร้างกระแสไฟฟ้าผ่านกระบวนการทางเคมี ผลิตภัณฑ์จากกระบวนการนี้คือน้ำ ทำให้เป็นรถยนต์ที่ปลอดมลพิษ แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในเรื่องของสถานีเติมไฮโดรเจนที่ยังไม่แพร่หลาย
- ผลิตไฟฟ้าจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างไฮโดรเจนและออกซิเจน
- ไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศ แต่สถานีเติมไฮโดรเจนยังมีน้อย
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
4. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV)
BEV เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการใช้น้ำมัน ทำให้เป็นรถยนต์ที่ปลอดมลพิษ 100% การชาร์จไฟสามารถทำได้จากบ้านหรือสถานีชาร์จที่มีอยู่ทั่วไป
- ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
- ชาร์จไฟได้ วิ่งได้ไกลตามขนาดแบตเตอรี่
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานไฟฟ้าล้วน รักษ์โลก และประหยัดค่าพลังงาน
ข้อดีและข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า
การตัดสินใจเลือกใช้ รถยนต์ไฟฟ้า 2024 นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี ลองมาดูข้อดีข้อเสียของรถพลังงานไฟฟ้ากันว่ามีอะไรบ้าง
| ข้อดี | ข้อเสีย |
| เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ปล่อยไอเสีย | ข้อจำกัดด้านระยะทางในการขับขี่ ไม่เหมาะเดินทางไกล |
| ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว | การบำรุงรักษา อู่ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะมีน้อย |
| ช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมัน | ใช้เวลาในการเติมชาร์จไฟช้ากว่าการเติมน้ำมัน |
| สามารถขับขี่ได้อย่างเงียบและเร็ว | ราคาแบตเตอรี่สูง |
| บำรุงรักษาง่าย ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง | บางพื้นที่ยังไม่มีจุดชาร์จไฟที่เพียงพอ |
ข้อดีของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : รถยนต์ไฟฟ้าไม่ปล่อยไอเสียโดยตรงขณะใช้งาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่ ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด
- ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว : แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า 2023 อาจมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่า แต่ในระยะยาวจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการชาร์จมีราคาไม่แพง และถูกกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน นอกจากนี้ยังมีค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าเนื่องจากมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยกว่า
- ประสิทธิภาพสูงและสมรรถนะดี : มอเตอร์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานสูงกว่าเครื่องยนต์มาก ทำให้ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ยังให้แรงบิดสูงตั้งแต่ออกตัว ทำให้เร่งได้ฉับไวและนุ่มนวล ส่งผลให้ประสบการณ์การขับขี่ราบรื่นและสนุกสนาน
- การบำรุงรักษาง่าย : ด้วยโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน รถยนต์ไฟฟ้า 2024 จึงต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่ารถยนต์ทั่วไป ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่มีระบบท่อไอเสีย และมีชิ้นส่วนที่สึกหรอน้อยกว่า ช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในระยะยาว
ข้อเสียของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
- ข้อจำกัดด้านระยะทาง แม้ว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะพัฒนาไปมาก แต่รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังมีระยะทางการขับขี่ที่จำกัดเมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์ ทำให้อาจไม่เหมาะกับการเดินทางไกลหรือในพื้นที่ที่มีสถานีชาร์จไฟน้อย ผู้ใช้จำเป็นต้องวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแบตเตอรี่หมดระหว่างทาง
- เวลาในการชาร์จไฟ การชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า 2023 ใช้เวลานานกว่าการเติมน้ำมันหลายเท่า แม้จะมีเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว แต่ก็ยังใช้เวลาหลายสิบนาทีเป็นอย่างน้อย ในขณะที่การเติมน้ำมันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ทำให้อาจไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการเดินทาง
- ราคารถยนต์ไฟฟ้าเริ่มต้นสูง ราคารถยนต์ไฟฟ้าอาจสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปในรุ่นที่มีขนาดและสมรรถนะใกล้เคียงกัน เนื่องจากต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องยังสูง แม้ว่าในระยะยาวจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า แต่เงินลงทุนเริ่มต้นที่สูงอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้บริโภคบางกลุ่ม
- บางพื้นที่ยังไม่มีสถานชาร์จไฟที่เพียงพอ ในหลายประเทศรวมถึงไทย สถานชาร์จไฟสาธารณะยังมีไม่เพียงพอและกระจายตัวไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือเส้นทางระหว่างเมือง ทำให้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า 2024 อาจยังไม่สะดวกเท่ารถยนต์ทั่วไป ผู้ใช้อาจต้องลงทุนติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้านเพิ่มเติม
รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี ?
เมื่อรู้ถึงข้อดีและข้อเสียแล้วมาดูกันว่า รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี รถพลังงานไฟฟ้ายอดนิยม ยี่ห้อไหนบ้าง ที่น่าสนใจในปี 2024

1. รถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin
BYD Dolphin เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัยและราคาที่เข้าถึงได้ เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง ตัวรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ทำให้คล่องตัวในการขับขี่และจอด ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้ประสิทธิภาพสูง ทำให้ประหยัดพลังงานและมีระยะทางขับขี่ที่น่าพอใจ ภายในห้องโดยสารออกแบบอย่างชาญฉลาด ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า มีระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยครบครัน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้า byd Dolphin เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่โลกของรถยนต์ไฟฟ้าด้วยงบประมาณที่ไม่สูงมากนัก
- ราคา : BYD Dolphin ราคาล่าสุด 559,900 บาท

2. รถยนต์ไฟฟ้า BYD Atto 3
รถยนต์ไฟฟ้า byd Atto 3 เป็น SUV ขนาดกลางที่มาพร้อมสมรรถนะอันโดดเด่นและเทคโนโลยีล้ำสมัย ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังและแรงบิดสูง ทำให้เร่งได้อย่างฉับไวและนุ่มนวล ระบบแบตเตอรี่ใช้เทคโนโลยี Blade Battery ที่ปลอดภัยและมีอายุการใช้งานยาวนาน ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ที่สามารถหมุนได้ ระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติและความปลอดภัยมีความทันสมัย เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบเตือนและช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และกล้องรอบคัน ทำให้ BYD Atto 3 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ทั้งปลอดภัยและมีสมรรถนะสูง
- ราคา : byd atto 3 ราคาล่าสุด 899,900 – 1,049,900 บาท

3. รถยนต์ไฟฟ้า BYD SEAL
รถยนต์ไฟฟ้า byd SEAL รถระดับพรีเมียมที่มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยวและสมรรถนะระดับสปอร์ต ตัวถังออกแบบให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและระยะทางขับขี่ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังสูง สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่และระบบเครื่องเสียงคุณภาพเยี่ยม ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะมีความก้าวหน้า รวมถึงระบบจอดรถอัตโนมัติและระบบนำทางอัจฉริยะ รถยนต์ไฟฟ้า byd SEAL จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถพลังงานไฟฟ้าที่มีทั้งความหรูหรา สมรรถนะสูง และเทคโนโลยีล้ำสมัย
- ราคา : BYD SEAL ราคาล่าสุด เริ่มต้น 1.325 ล้านบาท

4. รถยนต์ไฟฟ้า Volvo XC40 Recharge
Volvo XC40 Recharge วอลโว่ เอ็กซ์ซี 40 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก SUV ที่ผสมผสานความสง่างามแบบสแกนดิเนเวียนกับเทคโนโลยีล้ำสมัย ดีไซน์ภายนอกดูทันสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์ความปลอดภัยของ Volvo ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังและแรงบิดสูง ทำให้มีสมรรถนะที่ดีเยี่ยมทั้งในเมืองและบนทางด่วน ภายในห้องโดยสารกว้างขวางกว่าที่คาดสำหรับรถขนาดนี้ ใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบ สะท้อนถึงความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม ระบบความบันเทิงใช้ Android Automotive OS ทำให้ใช้งานง่ายและเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้อย่างไร้รอยต่อ ระบบความปลอดภัยของ Volvo เป็นที่ยอมรับในระดับโลก XC40 Recharge จึงมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยล่าสุด
- ราคา : Volvo XC40 Recharge ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท

5. รถยนต์ไฟฟ้า Volvo EX30
Volvo EX30 เป็นรถไฟฟ้าครอบครัวขนาดเล็กรุ่นใหม่ล่าสุดของ Volvo ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีขั้นสูงและความปลอดภัยระดับพรีเมียม ดีไซน์ภายนอกดูทันสมัยและกะทัดรัด เหมาะกับการใช้งานในเมือง แต่ยังคงความสง่างามแบบ Volvo ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยม มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อนสี่ล้อ ภายในห้องโดยสารออกแบบอย่างชาญฉลาด ใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบหลัก สะท้อนถึงความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ตรงกลางเป็นศูนย์กลางการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถ
- ราคา : Volvo EX30 ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท

6.รถยนต์ไฟฟ้า Ora Good Cat
Ora Good Cat เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่โดดเด่นด้วยดีไซน์น่ารักและราคาที่เข้าถึงได้ง่าย รูปลักษณ์ภายนอกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดึงดูดสายตาด้วยไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่และเส้นสายโค้งมนที่ดูนุ่มนวล ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ใช้โทนสีสว่างสดใสสร้างบรรยากาศที่สดชื่น มีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางกว่าที่คาดสำหรับรถขนาดนี้ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้สมรรถนะที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในเมือง ประหยัดพลังงาน และมีระยะทางขับขี่ที่น่าพอใจ ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อทันสมัย
- ราคา : ora good cat ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท

7. รถยนต์ไฟฟ้า Neta V
Neta V เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก SUV ที่มาพร้อมสมรรถนะที่ดีและราคาไม่แพงที่เข้าถึงได้ ดีไซน์ภายนอกดูทันสมัยและสปอร์ต มีเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ออกแบบในสไตล์มินิมอล มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่เป็นจุดเด่น ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังและแรงบิดที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป มีระยะทางขับขี่ที่น่าพอใจสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางระยะใกล้ถึงปานกลาง ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อทันสมัย รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto
- ราคา : neta v ราคาเริ่มต้น 549,000 บาท

8. รถยนต์ไฟฟ้า AVATR 11
AVATR 11 เป็นรถไฟฟ้าครอบครัว ระดับพรีเมียมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Changan Automobile, CATL และ Huawei มาพร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและเทคโนโลยีล้ำสมัย ภายนอกโดดเด่นด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหวและหลังคาแบบ fastback สร้างความสปอร์ตและหรูหรา ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังสูง สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แบตเตอรี่ความจุสูงให้ระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน
ภายในห้องโดยสารหรูหราด้วยวัสดุคุณภาพสูง มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 3 จอ ครอบคลุมทั้งแผงหน้าปัดและคอนโซลกลาง ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะพัฒนาโดย Huawei ทำให้การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถเป็นไปอย่างราบรื่นและตอบสนองรวดเร็ว ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะมีความก้าวหน้า รวมถึงระบบนำทางอัจฉริยะและระบบจอดรถอัตโนมัติ
- ราคา : AVATR 11 ราคาไทยอยู่ที่ 1.5-1.85 ล้านบาท

9. รถยนต์ไฟฟ้า CHANGAN Deepal
CHANGAN Deepal ฉางอัน ดีพอล (หรือที่รู้จักในชื่อ Shenlan ในบางตลาด) เป็นยี่ห้อรถไฟฟ้ายอดนิยมจาก Changan Automobile ที่เน้นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยและการออกแบบที่สวยงาม รุ่นที่ได้รับความนิยม เช่น Deepal SL03 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กซีดานที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ดีไซน์ภายนอกโฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหวและหน้าตาที่ดุดัน สร้างความโดดเด่นบนท้องถนน
ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังสูง ตอบสนองฉับไว และมีระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและมีการจัดวางอย่างลงตัว หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการควบคุม มาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่ใช้งานง่าย
- ราคา : changan deepal รุ่น s07 ราคา 1.399 ล้านบาท

10. รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3
Tesla Model 3 เป็นรถไฟฟ้ายอดนิยมสูงทั่วโลก ด้วยการผสมผสานระหว่างสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม เทคโนโลยีล้ำสมัย และดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ทันสมัย ภายนอกมีรูปทรงที่เพรียวลม ช่วยลดแรงต้านอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังและแรงบิดสูง ทำให้เร่งได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวล มีระยะทางขับขี่ที่ยาวนานเป็นจุดเด่นสำคัญ
ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่ายแบบมินิมอล มีหน้าจอขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการควบคุมทุกฟังก์ชันของรถ ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะของ Tesla มีความโดดเด่นด้านการใช้งานที่ง่ายและการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านอากาศ (Over-the-Air updates) ที่เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ
- ราคา : tesla model 3 ราคาล่าสุด เริ่มต้น 1.599 ล้านบาท
รถยนต์ไฟฟ้า แบรนด์หรู ที่มาแรงที่สุดปี 2024
ในปี 2024 รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์หรูได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละแบรนด์นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าระดับพรีเมียม ดังนี้

1. Porsche Taycan
Porsche Taycan เป็นรถไฟฟ้ายอดนิยมที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความเป็นสปอร์ตของ Porsche ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยดีไซน์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยว เพรียวลม แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ Porsche ไว้อย่างชัดเจน ตัวถังออกแบบให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและสมรรถนะการขับขี่
- ราคา : porsche taycan ราคาเริ่มต้น 6.69 ล้านบาท
- ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ Taycan ให้กำลังและแรงบิดสูงมาก สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ระบบแบตเตอรี่ใช้เทคโนโลยี 800 โวลต์ ทำให้สามารถชาร์จไฟได้รวดเร็วมาก สามารถชาร์จจาก 5% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 22.5 นาทีในกรณีที่ใช้เครื่องชาร์จกำลังสูง
- ภายในห้องโดยสารของ Taycan ตกแต่งอย่างหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและเทคโนโลยีล้ำสมัย มีหน้าจอแสดงผลแบบโค้งขนาดใหญ่สำหรับผู้ขับขี่ และหน้าจอสัมผัสสำหรับระบบข้อมูลบันเทิงและการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถ
- ระบบช่วยขับขี่ของ Taycan มีความก้าวหน้า รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และระบบจอดรถอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบเบรกเซรามิกคาร์บอน และระบบป้องกันการพลิกคว่ำ
Porsche Taycan จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูง ดีไซน์สวยงาม และเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตและความเป็น Porsche

2. BMW iX
BMW iX เป็นรถไฟฟ้าครอบครัว (Sports Activity Vehicle) ไฟฟ้าที่นำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ของ BMW ในยุคยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่น ทันสมัย แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ BMW ไว้ กระจังหน้าขนาดใหญ่แบบ kidney grille ได้รับการออกแบบใหม่ให้เป็นพื้นที่สำหรับเซ็นเซอร์อัจฉริยะ
- ราคา : BMW iX เริ่มต้น 5.149 ล้านบาท
- ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ iX ให้กำลังและแรงบิดสูง มีทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อนสี่ล้อ สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แบตเตอรี่ความจุสูงให้ระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน และรองรับการชาร์จไฟแบบเร็วที่กำลังไฟสูงสุด 200 กิโลวัตต์
- ภายในห้องโดยสารของ iX ตกแต่งอย่างหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีหน้าจอแสดงผลแบบโค้งขนาดใหญ่ที่รวมหน้าจอสำหรับผู้ขับขี่และระบบข้อมูลบันเทิงเข้าด้วยกัน ควบคุมด้วยระบบปฏิบัติการ BMW iDrive รุ่นล่าสุดที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง
- ระบบช่วยขับขี่ของ iX มีความก้าวหน้า รวมถึงระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติระดับ 2+ ที่สามารถควบคุมการเลี้ยว เร่ง และเบรกในสถานการณ์การจราจรส่วนใหญ่ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบเตือนการชนด้านข้าง และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ
BMW iX จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถพลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย สมรรถนะสูง และความสะดวกสบายเป็นเลิศ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบนวัตกรรมยานยนต์และต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบอนาคต

3. BMW i4
BMW i4 เป็นรถยนต์ไฟฟ้ามินิซีดานที่ผสมผสานความสปอร์ตและความหรูหราเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ภายนอกที่สวยงาม เพรียวลม แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ BMW ซีรีส์ 4 ไว้ กระจังหน้าแบบ kidney grille ขนาดใหญ่สร้างความโดดเด่นและเป็นที่จดจำ
- ราคา : BMW i4 ราคาเริ่มต้น 3.789 ล้านบาท
- ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ i4 มีให้เลือกหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นประหยัดพลังงานไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูงอย่าง M50 ที่ให้กำลังและแรงบิดสูงมาก สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แบตเตอรี่ความจุสูงให้ระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน และรองรับการชาร์จไฟแบบเร็วที่กำลังไฟสูงสุด 200 กิโลวัตต์
- ภายในห้องโดยสารของ i4 ตกแต่งอย่างประณีต ใช้วัสดุคุณภาพสูงและเทคโนโลยีล้ำสมัย มีหน้าจอแสดงผลแบบโค้งขนาดใหญ่ที่รวมหน้าจอสำหรับผู้ขับขี่และระบบข้อมูลบันเทิงเข้าด้วยกัน ควบคุมด้วยระบบปฏิบัติการ BMW iDrive รุ่นล่าสุดที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง
- ระบบช่วยขับขี่ของ i4 มีความก้าวหน้า รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และระบบจอดรถอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบเตือนจุดบอด และระบบป้องกันการชนด้านหน้า
BMW i4 จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูง ดีไซน์สวยงาม และเทคโนโลยีทันสมัย โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบสปอร์ตและต้องการความคล่องตัวของรถซีดาน

4. Audi e-tron GT
Audi e-tron GT เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีของ Audi ได้อย่างชัดเจน ด้วยดีไซน์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยว สปอร์ต แต่ยังคงความหรูหราแบบ Audi เอาไว้ ตัวถังออกแบบให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำมาก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและสมรรถนะ
- ราคา : Audi e-tron GT ราคาเริ่มต้น 6.849 ล้านบาท
- ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ e-tron GT ให้กำลังและแรงบิดสูงมาก โดยเฉพาะในรุ่น RS e-tron GT ที่สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 3.5 วินาที ระบบแบตเตอรี่ใช้เทคโนโลยี 800 โวลต์ ทำให้สามารถชาร์จไฟได้รวดเร็วมาก สามารถชาร์จจาก 5% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 22.5 นาทีในกรณีที่ใช้เครื่องชาร์จกำลังสูง
- ภายในห้องโดยสารของ e-tron GT ตกแต่งอย่างหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่สำหรับระบบข้อมูลบันเทิงและการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถ ระบบเครื่องเสียง Bang & Olufsen ให้คุณภาพเสียงระดับพรีเมียม
- ระบบช่วยขับขี่ของ e-tron GT มีความก้าวหน้า รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันที่สามารถปรับความเร็วตามสภาพการจราจรและทางโค้ง ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และระบบจอดรถอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบเบรกเซรามิกคาร์บอน และระบบป้องกันการพลิกคว่ำ
Audi e-tron GT จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กที่มีสมรรถนะสูง ดีไซน์สวยงาม และเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตหรูและความเป็น Audi ผสมผสานกับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

5. Mercedes-Benz EQB
Mercedes-Benz EQB เป็นรถไฟฟ้าครอบครัวขนาดกลางที่นำเสนอความหรูหราและความอเนกประสงค์ในรูปแบบยานยนต์ไฟฟ้า ดีไซน์ภายนอกมีความโฉบเฉี่ยวแต่ยังคงเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz ไว้อย่างชัดเจน กระจังหน้าแบบ Black Panel ที่เป็นลักษณะเฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้าตระกูล EQ สร้างความโดดเด่นและทันสมัย
- ราคา : Mercedes-Benz EQB ราคาเริ่มต้น 3.02 ล้านบาท
- ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ EQB มีให้เลือกหลายรุ่น ทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้กำลังและแรงบิดที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปและการเดินทางไกล แบตเตอรี่ความจุสูงให้ระยะทางขับขี่ที่น่าพอใจ และรองรับการชาร์จไฟแบบเร็วที่กำลังไฟสูงสุด 100 กิโลวัตต์ ทำให้สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาประมาณ 30 นาที
- ภายในห้องโดยสารของ EQB ตกแต่งอุปกรณ์เสริมหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและเทคโนโลยีล้ำสมัย มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่สองจอที่รวมหน้าจอสำหรับผู้ขับขี่และระบบข้อมูลบันเทิงเข้าด้วยกัน ควบคุมด้วยระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) รุ่นล่าสุดที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง นอกจากนี้ EQB ยังมีความอเนกประสงค์สูงด้วยที่นั่งแถวที่สามที่สามารถพับเก็บได้ ทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 คนหรือเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ตามต้องการ
- ระบบช่วยขับขี่ของ EQB มีความก้าวหน้า รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และระบบจอดรถอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบเตือนจุดบอด และระบบป้องกันการชนด้านข้าง
Mercedes-Benz EQB จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถพลังงานไฟฟ้าที่มีความหรูหรา อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีทันสมัย โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งการเดินทางในเมืองและการท่องเที่ยวระยะไกล
ประกันรถยนต์ไฟฟ้า
เมื่อคุณตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้าในไทยแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องประกันภัย แน่นอนว่าประกันรถยนต์ไฟฟ้าก็มีความแตกต่างจากประกันรถยนต์ทั่วไปอยู่บ้าง มาดูกันว่ามีอะไรที่ควรรู้บ้าง
- ความคุ้มครองพิเศษสำหรับแบตเตอรี่: เนื่องจากแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญและมีราคาแพงมากของรถไฟฟ้าในไทย หลายบริษัทประกันจึงมีความคุ้มครองพิเศษสำหรับแบตเตอรี่โดยเฉพาะ ซึ่งอาจครอบคลุมทั้งความเสียหายจากอุบัติเหตุ ไฟไหม้ หรือแม้แต่การเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร
- ความคุ้มครองอุปกรณ์ชาร์จ: นอกจากตัวรถแล้ว อุปกรณ์ชาร์จก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน บางกรมธรรม์จึงรวมความคุ้มครองสำหรับอุปกรณ์ชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงานด้วย
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน: เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าอาจมีความเสี่ยงที่จะแบตเตอรี่หมดระหว่างทาง หลายบริษัทประกันจึงมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินพิเศษ เช่น บริการรถลากพ่วงที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ในตัว
- ค่าซ่อมที่อาจสูงกว่า: เนื่องจากเทคโนโลยีของรถไฟฟ้าในไทยยังค่อนข้างใหม่ และต้องการช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ค่าซ่อมจึงอาจสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป ทำให้เบี้ยประกันอาจสูงขึ้นตามไปด้วย
- ส่วนลดพิเศษ: ในทางกลับกัน บางบริษัทประกันอาจมีส่วนลดพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมองว่ามีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่า (เพราะความเร็วเฉลี่ยต่ำกว่า และมักมีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัยกว่า)
เมื่อเลือกประกันรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็ก ควรเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายๆบริษัท และอ่านรายละเอียดของกรมธรรม์อย่างละเอียด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่และอุปกรณ์พิเศษของรถยนต์ไฟฟ้า
การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้า
แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ามินิจะมีชิ้นส่วนที่ต้องบำรุงรักษาน้อยกว่ารถยนต์เครื่องยนต์ แต่ก็ยังต้องการการดูแลรักษาอยู่ดี มาดูกันว่ามีวิธีดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าอย่างไรบ้าง
- ดูแลแบตเตอรี่
- พยายามรักษาระดับประจุแบตเตอรี่ให้อยู่ระหว่าง 20-80% เพื่อยืดอายุการใช้งาน
- หลีกเลี่ยงการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 100% บ่อย ๆ ถ้าไม่จำเป็น
- หลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเกลี้ยง
- หากจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้อยู่ที่ประมาณ 50%
- ตรวจสอบยางรถยนต์
- ตรวจสอบแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ เพราะแรงดันลมยางที่ไม่เหมาะสมจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น
- สลับยางตามกำหนดเวลา เพื่อให้ยางสึกหรออย่างสม่ำเสมอ
- ดูแลระบบเบรก
- แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ามินิจะใช้ระบบเบรกรีเจนเนอเรทีฟ แต่ก็ยังต้องตรวจสอบผ้าเบรกและจานเบรกเป็นประจำ
- ใช้เบรกเท้าบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อป้องกันสนิมเกาะที่จานเบรก
- ดูแลระบบทำความเย็น
- ตรวจสอบระดับน้ำยาหล่อเย็นสำหรับแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ
- เปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นตามกำหนดเวลาที่ระบุในคู่มือ
- อัพเดทซอฟต์แวร์
- อัพเดทซอฟต์แวร์ของรถอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับฟีเจอร์ใหม่ๆ และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ
- ทำความสะอาดรถ
- ล้างรถเป็นประจำ โดยเฉพาะในบริเวณใต้ท้องรถ เพื่อป้องกันสนิมที่อาจเกิดกับชิ้นส่วนโลหะ
- ดูแลรักษาสีรถเพื่อป้องกันความเสียหายจากแสงแดดและมลภาวะ
- นำรถเข้าศูนย์บริการตามกำหนด
- แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กจะต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่า แต่ก็ควรนำรถเข้าศูนย์บริการตามกำหนดเวลาที่ระบุในคู่มือ
- ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐาน
- ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับรถของคุณเท่านั้น
- หลีกเลี่ยงการใช้สายต่อพ่วงในการชาร์จรถ
- ปรับการใช้งานเครื่องปรับอากาศ
- การใช้เครื่องปรับอากาศมีผลต่อระยะทางที่วิ่งได้ ลองปรับใช้โหมดประหยัดพลังงานหรือตั้งอุณหภูมิให้สูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อประหยัดพลังงาน
- จอดรถในร่ม
- ถ้าเป็นไปได้ ควรจอดรถในร่มหรือในที่ที่มีหลังคา เพื่อป้องกันแบตเตอรี่จากความร้อนหรือความเย็นจัด
การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้ามินิอย่างถูกต้องจะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถ และรักษาประสิทธิภาพการทำงานให้ดีอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวอีกด้วย
รถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จไฟกี่บาท ?
หนึ่งในคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า 2023 คือ “ชาร์จไฟแต่ละครั้งเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?” คำตอบคือ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่โดยรวมแล้วถูกกว่าค่าน้ำมันแน่นอน! มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการชาร์จ
- ขนาดแบตเตอรี่ของรถ : รถที่มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ย่อมต้องใช้ไฟฟ้าในการชาร์จมากกว่า
- อัตราค่าไฟฟ้า : ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และช่วงเวลา
- ประเภทของสถานีชาร์จ : สถานีชาร์จเร็วมักจะมีค่าบริการแพงกว่าการชาร์จที่บ้าน
- โปรโมชั่นหรือแพ็กเกจพิเศษ : บางครั้งผู้ให้บริการสถานีชาร์จอาจมีโปรโมชั่นพิเศษ
ลองมาคำนวณกันคร่าวๆ นะ สมมติว่าคุณมีรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ขนาด 60 kWh และคุณชาร์จที่บ้านในช่วงกลางคืน (ซึ่งค่าไฟถูกกว่า) โดยค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 บาทต่อหน่วย
60 kWh x 4 บาท = 240 บาท
นั่นหมายความว่า การชาร์จเต็มหนึ่งครั้งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 240 บาท ซึ่งทำให้รถวิ่งได้ประมาณ 300-400 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและการขับขี่)
เทียบกับรถน้ำมันที่อาจต้องเสียค่าน้ำมันประมาณ 1,000-1,500 บาทสำหรับระยะทางเท่ากัน เห็นได้ชัดว่าประหยัดกว่ามาก!
แต่ถ้าคุณชาร์จที่สถานชาร์จสาธารณะ ราคาอาจสูงขึ้นเล็กน้อย โดยทั่วไปแล้วอาจอยู่ที่ประมาณ 5-7 บาทต่อหน่วย ทำให้การชาร์จเต็มหนึ่งครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 300-420 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จนานไหม ?
อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับรถไฟฟ้าในไทยคือเรื่องเวลาในการชาร์จ ซึ่งคำตอบคือ… มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่นกัน! แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเทคโนโลยีการชาร์จก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การชาร์จเร็วขึ้นเรื่อย ๆ มาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อเวลาในการชาร์จ
- ขนาดของแบตเตอรี่ : แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ย่อมใช้เวลาชาร์จนานกว่า
- กำลังไฟของเครื่องชาร์จ : เครื่องชาร์จที่มีกำลังไฟสูงจะชาร์จได้เร็วกว่า
- ความสามารถในการรับกำลังไฟของรถ : บางรุ่นอาจรองรับการชาร์จเร็วได้ดีกว่ารุ่นอื่น
- ระดับประจุปัจจุบันของแบตเตอรี่ : การชาร์จจาก 0% ถึง 80% มักจะเร็วกว่าการชาร์จจาก 80% ถึง 100%
เครื่องชาร์จแบบธรรมดาที่บ้านอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงหนึ่งคืนในการชาร์จเต็ม แต่หากใช้เครื่องชาร์จแบบเร็วที่สถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วไป อาจใช้เวลาเพียง 30 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมงในการชาร์จถึง 80%
ข้อแนะนำในการชาร์จ
- ชาร์จรถให้อยู่ระหว่าง 20-80% เพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
- วางแผนการชาร์จล่วงหน้าเมื่อเดินทางไกล
- ใช้แอปพลิเคชันช่วยหาสถานีชาร์จและวางแผนการเดินทาง
แม้ว่าการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 2023 อาจใช้เวลานานกว่าการเติมน้ำมัน แต่ข้อดีคือคุณสามารถชาร์จที่บ้านได้ ไม่ต้องเสียเวลาไปปั๊มน้ำมัน และในอนาคตเทคโนโลยีการชาร์จก็จะพัฒนาให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน!
วิธีค้นหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าใกล้ฉัน
การรู้ตำแหน่งของสถานีชาร์จรถไฟฟ้าในไทยเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเจ้าของรถ EV โชคดีที่ปัจจุบันมีวิธีหลากหลายในการค้นหาสถานีชาร์จใกล้ตัว มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง:
- แอปพลิเคชันของผู้ให้บริการสถานีชาร์จ
- ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรายใหญ่ในไทย เช่น EA Anywhere, PTT EV Station, MG Super Charge ต่างก็มีแอปของตัวเองที่แสดงตำแหน่งสถานีชาร์จได้
- ข้อดีคือมักจะมีข้อมูลที่อัปเดตล่าสุดและแม่นยำ รวมถึงสามารถดูสถานะการใช้งานแบบเรียลไทม์ได้
- แอปพลิเคชันรวมสถานีชาร์จ
- มีแอปที่รวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากหลาย ๆ เครือข่าย เช่น PlugShare, ChargeMap
- ข้อดีคือครอบคลุมสถานีชาร์จจากหลายผู้ให้บริการ และมักมีรีวิวจากผู้ใช้จริง
- ระบบนำทางในรถยนต์
- รถพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ มักจะมีระบบนำทางที่แสดงตำแหน่งสถานีชาร์จได้
- ข้อดีคือสะดวก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม และบางรุ่นสามารถคำนวณระยะทางที่วิ่งได้และแนะนำจุดชาร์จระหว่างทางให้ด้วย
- Google Maps
- Google Maps ก็มีข้อมูลสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน
- ข้อดีคือใช้งานง่าย คุ้นเคย และสามารถดูข้อมูลอื่น ๆ เช่น ร้านอาหารหรือสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงได้ด้วย
- เว็บไซต์ของการไฟฟ้า
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงมีเว็บไซต์ที่แสดงตำแหน่งสถานีชาร์จ EV ทั่วประเทศ
- ข้อดีคือข้อมูลครอบคลุมและเชื่อถือได้
- แอปพลิเคชันของผู้ผลิตรถยนต์
- ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายมีแอปของตัวเองที่ช่วยในการค้นหาสถานีชาร์จ
- ข้อดีคือมักจะมีฟีเจอร์พิเศษสำหรับรถยี่ห้อนั้น ๆ เช่น การจองคิวชาร์จล่วงหน้า
ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกรถยนต์แบบไหน ขอให้คุณขับขี่อย่างปลอดภัย และมีความสุขกับการเดินทางเสมอนะครับ
Ferrari Laferrari ราคา 200 ล้าน มีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้



