Dominic Toretto Car

เปิดตำนาน Dodge Charger 7 เจเนอเรชั่น อเมริกันมัสเซิลคาร์สุดบ้าระห่ำ

เปิดตำนาน Dodge Charger 7 เจเนอเรชั่น อเมริกันมัสเซิลคาร์สุดบ้าระห่ำ

หากพูดถึงตำนาน Muscle Car แล้ว เชื่อว่าสายซิ่งทั้งหลายจะนึกถึงอเมริกันมัสเซิลคาร์อย่าง Dodge Charger อย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นรถเครื่องแรงในตำนานที่ทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี แม้ว่าจะล้มลุกคลุกคลาน แต่ท้ายที่สุดทางค่ายก็ได้ให้กำเนิดรุ่น Charger จนกลายเป็นตำนานอย่างทุกวันนี้ ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 7 รุ่น วันนี้เราขอชวนทุกคนมาเปิดตำนาน พร้อมทำความรู้จักกับรถคันดังกล่าว มาดูกันว่ารถเขาจะเจ๋งมากขนาดไหน

รู้จัก 7 Generation Dodge Charger ที่สุดของมัสเซิลคาร์ในยุค 60-70

หากย้อนกลับไปในยุค 60 ต้องบอกว่าในสมัยนั้นรถยนต์หลาย ๆ ค่ายต่างมี ดีไซน์ คล้ายคลึงกัน จึงทำให้ดูค่อนข้างน่าเบื่อและไม่ตอบโจทย์ลูกค้าสักเท่าไหร่ เหล่าผู้ผลิตรถยนต์จึงต้องพยายามหาวิธีนำเสนอรถยนต์รูปแบบใหม่ไม่ให้ซ้ำซากจำเจ เพื่อกระตุ้นยอดขายให้มากขึ้น ทั้งนี้ ความแรง และชัยชนะจากการแข่งขันของรถคันนั้นก็มีผลต่อยอดขายด้วยเช่นกัน และ Dodge Charger ก็ถือว่าเป็นตัวตึงที่สุดในยุคนั้น หลายคนอาจรู้จักในฐานะ รถ fast & furious แต่กว่าจะมาเป็น ดอดจ์ ชาร์จเจอร์ อย่างสมบูรณ์แบบก็ต้องผ่านการผลิต 7 Generations มาดูกันว่าแต่ละรุ่นเป็นอย่างไรบ้าง

Dodge Charger car

1st Generation

ในช่วงกลางปี ค.ศ. 1966 ดอดจ์ ชาร์จเจอร์ ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกับ Coronet หรือ B-Body ต้องบอกว่าในยุคนั้นรูปลักษณ์ภายนอกดูล้ำสมัยมาก มาพร้อม Bucket Seat 4 ตัว และ เครื่องยนต์ มีตั้งแต่ 5.2 – 7 ลิตร หรือ 426 Hemi ให้กำลัง 430 กว่า แรงม้า ในเวลาต่อมาได้มีการปรับ 426 Hemi ให้สามารถใช้ได้บนท้องถนนทั่วไป และถูกผลิตออกมาจำนวนมากจนได้ไปแข่ง NASCAR และพบว่าหลังคาแบบนี้ทำให้รู้สึกลอยเวลารถวิ่งเร็ว ๆ ภายหลังได้ปรับปรุงจน David Pearson สามารถคว้าชัยในรายการ NASCAR Grand National Championship ในปี 1966 ได้สำเร็จ

2nd Generation

ในปี ค.ศ. 1968 ถึงเวลาเปิดตัว Dodge Charger 1968 (รุ่นที่ 2) โดยรุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากขวดโค้ก จึงมีทรวดทรงที่สวยงาม มีส่วนเว้า ส่วนโค้งอย่างชัดเจน หลังคาแบบใหม่ ไฟหน้าซ่อนแอบแบบเนียนตาให้ความรู้สึกที่เท่และดุดันไปในตัวแต่ก็ยังซ่อนความหรูหราและมีระดับในยุคนั้นพอสมควร พกเครื่องยนต์ V8 มาพร้อมกับ ความเร็ว แรงที่มีให้เลือกตั้งแต่ 5.2 – 7 ลิตร หรือ 426 Hemi นอกจากนี้ยังมี 440 Magnum ขนาด 7.2 ลิตร อีกด้วย คอหนัง ภาพยนตร์ จะรู้จักในฐานะ รถดอม Fast9 ในขณะเดียวกัน Dodge ได้มีการจัดจำหน่าย Scat Pack ไม่ว่าจะเป็น Coronet RIT, Super Bee, Dart GTS และ Charger R/T

Muscle Car

3rd Generation

หลังจากเปิดตัว Dodge Charger 1968 ในปี ค.ศ. 1971 Dodge ก็ได้คลอด Charger รุ่นที่ 3 ออกมา และแน่นอนว่าเขาถูกสร้างบน B-Body เช่นเดิม แถมรายละเอียด เครื่องยนต์ ของรถ Dodge Charger 1970 ก็แทบจะไม่ต่างจากรุ่นพี่ของเขาเลย แต่ถึงอย่างนั้น Gen 3 ก็ยังได้มีการอัปเดตหน้าตากับเขาอยู่ถึง 3 ครั้ง เรียกว่าสมกับที่เป็น Gen 3 จริง ๆ โดยจะมีการอัปเดตในปี 1972, 1973 และ 1974 นอกจากนี้เขายังถูกใช้แข่งขันในปี 1971 – 1974 อีกด้วย และได้รับชัยชนะจากตำนานนักขับอย่าง Richard Petty หรือ The King ของเรานั่นเอง

4th Generation

Charger เดินทางมาถึงรุ่นที่ 4 และเขายังคงถูกสร้างบนฐาน B-Body เช่นเคย แต่ต้องบอกเลยว่าในยุคนี้ Dodge Charger 1970 ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมันแพงแสนแพง นั่นส่งผลให้ Charger ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนกลายเป็น รถหรู ที่มีความแรง และจับต้องได้ยากไปโดยปริยาย นับตั้งแต่ทำการตลาดมาในปี 1975 – 1978 ทางค่ายก็ได้มีการอัปเดตบางอย่างอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ยอดขายกลับลดลงฮวบ ๆ จนทำให้ Dodge Charger ราคาตก และในปี 1978 มียอดผลิตรถเพียงแค่ 2,735 คันเท่านั้น

5th Generation

มาถึงรุ่นที่ 5 ต้องบอกว่าตลาดรถยนต์คันใหญ่ในอเมริกายังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักและต่างไปกันไม่รอด เนื่องจากวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมัน อีกทั้งยังมีกฎหมายควบคุมมลภาวะที่เข้มงวดขึ้นด้วย นั่นทำให้รถนำเข้าขนาดเล็กที่กินน้ำมันน้อยได้รับความนิยมมากกว่า รถสปอร์ตอเมริกัน ด้วยเหตุนี้ไครสเลอร์จึงตัดสินใจจ้างปรมาจารย์ด้านการขายอย่าง ‘Lee Iacocca’ เจ้าของ Ford Mustang นั่นเอง จนในที่สุด Dodge ก็ได้สร้างรถ Omni บนแพลตฟอร์ม L-Body และใช้ เครื่องยนต์ จาก Volkswagen ซึ่งขายดีใช้ได้เลยทีเดียว

6th Generation

ต้องบอกว่าคำว่า ดอดจ์ ชาร์จเจอร์ ได้จางหายไปแล้วกว่า 10 ปี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1999 ก็มี Concept Car ผุดขึ้นมาในชื่อว่า Charger RT Concept ซึ่งเป็น มัสเซิลคาร์ ที่ถูกสร้างบนฐาน LX Body ทางด้านไครสเลอร์ได้ร่วมมือกับ Daimler AG และเมื่อพวกเขารวมตัวกันจึงกลายเป็น DaimlerChrysler นั่นเอง นั่นทำให้เขามีรถยนต์ในเครือกว่า 12 แบรนด์แล้ว และรถที่ออกมาในยุคนี้ก็มักจะได้เทคโนโลยีจากเยอรมัน และกลายเป็น รถ fast & furious ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ตอบโจทย์และเป็นกระแสที่ใครหลายคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี

7th Generation

ในยุคนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อปี 2007 Daimler ตัดสินใจขาย Chrysler ต่อมา FIAT จึงได้ติดต่อซื้อในปี 2009 รถยนต์อย่าง Dodge จึงต้องย้ายบ้านอีกครั้ง และ Charger ในรุ่นที่ 7 ก็ได้คลอดออกมาในปี 2011 คราวนี้เขาเปลี่ยนมาสร้างบน LD Platform แต่ ดีไซน์ ก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก ในยุคนี้ถ้าพูดถึง รถสปอร์ตอเมริกัน ตัวตึงสุด ๆ ก็คงหนีไม่พ้น R/T และ SRT-8 ต่อมาก็ได้มีรุ่นน้องเล็กอย่าง SRT Hellcat, SRT 392, Scatpack และ SRT Hellcat Redeye ในปัจจุบันเขาเริ่มมาถูกทางแล้ว ซึ่งตั้งใจว่าจะเป็นแบรนด์ Performance แบบเต็มตัว

Dominic Toretto Car

สุดยอด Dodge Charger รถเครื่องแรงของอเมริกัน มาพร้อมเอกลักษณ์สุดเท่ น่าจดจำ

มาถึงตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Dodge Charger กลายเป็นรถยนต์ที่มี เอกลักษณ์ สะท้อนภาพยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมยานยนต์ของอเมริกาได้อย่างชัดเจน นอกจากจะรู้จักกันในชื่อ รถดอม Fast9 แล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของ american muscle car สุดเท่ที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นรถยนต์ที่มีตัวตนชัดเจนมาโดยตลอดโดยเป็นอีกหนึ่งรถยนต์ที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ ในยุคนั้นจะขาย Dodge Charger ราคา หลักล้าน ซึ่งถือว่าแพงไม่ใช่น้อย แต่ไม่ว่าจะไปอยู่ในที่ใด Charger ก็ยังคงเป็น Charger อยู่วันยังค่ำ อาจจะดูไม่เหมือนใคร แต่สามารถดึงดูดสายตาจากคนทั่วไปได้อยู่เสมอ

ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ SUPERCAR HYPERCAR BIGBIKE หรือรถยนต์รุ่นอื่นๆ ต้องห้ามพลาดกับข่าวสารข้อมูลดีๆจาก MILELIMIT 

Ferrari Laferrari ราคา 200 ล้าน มีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้

ซุปเปอร์คาร์ กับ สปอร์ตคาร์ เลือกแบบไหนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์

RELATES POST