รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี 2024

รีวิว 15 อันดับ รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี น่าใช้งานมากที่สุดในปี 2024

รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี 2024

ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งอนาคต! ยุคสมัยที่รถยนต์ไม่ได้พึ่งพาเพียงน้ำมันอีกต่อไป แต่หันมาใช้พลังงานไฟฟ้าที่สะอาดและยั่งยืน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ “รถยนต์ไฟฟ้า” เจาะลึกเทคโนโลยี เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย แนะนำ 15 แบรนด์ รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี ที่น่าสนใจ และตอบคำถามคาใจเกี่ยวกับการใช้งาน พร้อมพาทุกท่านไปสัมผัสประสบการณ์การขับขี่สุดล้ำสมัย

สารบัญหน้า
  1. รถยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกเป็นกี่ประเภท
    1. 1. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle : HEV)
    2. 2. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Vehicle : PHEV)
    3. 3. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle : FCEV)
    4. 4. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV)
  2. ข้อดีและข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า
    1. ข้อดีของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
    2. ข้อเสียของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
  3. รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี ?
    1. 1. รถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin
    2. 2. รถยนต์ไฟฟ้า BYD Atto 3
    3. 3. รถยนต์ไฟฟ้า BYD SEAL
    4. 4. รถยนต์ไฟฟ้า Volvo XC40 Recharge
    5. 5. รถยนต์ไฟฟ้า Volvo EX30
    6. 6.รถยนต์ไฟฟ้า Ora Good Cat
    7. 7. รถยนต์ไฟฟ้า Neta V
    8. 8. รถยนต์ไฟฟ้า AVATR 11
    9. 9. รถยนต์ไฟฟ้า CHANGAN Deepal
    10. 10. รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3
  4. รถยนต์ไฟฟ้า แบรนด์หรู ที่มาแรงที่สุดปี 2024
    1. 1. Porsche Taycan
    2. 2. BMW iX
    3. 3. BMW i4
    4. 4. Audi e-tron GT
    5. 5. Mercedes-Benz EQB
  5. ประกันรถยนต์ไฟฟ้า
  6. การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้า
  7. รถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จไฟกี่บาท ?
  8. รถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จนานไหม ?
  9. ข้อแนะนำในการชาร์จ
  10. วิธีค้นหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าใกล้ฉัน

รถยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกเป็นกี่ประเภท

ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี เราควรทำความเข้าใจกับประเภทของรถพลังงานไฟฟ้าก่อน รถยนต์ไฟฟ้า 2024 สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้

1. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle : HEV)

รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดเป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถทำงานร่วมกันหรือแยกกันได้ การทำงานของ HEV นั้นจะช่วยลดการใช้น้ำมันและลดการปล่อยไอเสีย ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า

  • ขับเคลื่อนด้วยทั้งน้ำมันและไฟฟ้า
  • ชาร์จไฟไม่ได้ ต้องเติมน้ำมันเหมือนรถทั่วไป
  • รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งานรถไฟฟ้า

2. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Vehicle : PHEV)

PHEV เป็นการพัฒนาต่อยอดจากรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดโดยสามารถชาร์จไฟจากแหล่งไฟฟ้าภายนอกได้ ทำให้สามารถวิ่งได้ระยะทางที่ไกลขึ้นโดยใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และยังคงสามารถใช้น้ำมันได้ในกรณีที่จำเป็น

  • ขับเคลื่อนด้วยทั้งน้ำมันและไฟฟ้า
  • ชาร์จไฟได้ วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลกว่า รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ต้องการความอุ่นใจจากน้ำมันสำรอง

3. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle : FCEV)

FCEV ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงในการสร้างกระแสไฟฟ้าผ่านกระบวนการทางเคมี ผลิตภัณฑ์จากกระบวนการนี้คือน้ำ ทำให้เป็นรถยนต์ที่ปลอดมลพิษ แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในเรื่องของสถานีเติมไฮโดรเจนที่ยังไม่แพร่หลาย

  • ผลิตไฟฟ้าจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างไฮโดรเจนและออกซิเจน
  • ไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศ แต่สถานีเติมไฮโดรเจนยังมีน้อย
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

4. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV)

BEV เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการใช้น้ำมัน ทำให้เป็นรถยนต์ที่ปลอดมลพิษ 100% การชาร์จไฟสามารถทำได้จากบ้านหรือสถานีชาร์จที่มีอยู่ทั่วไป

  • ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
  • ชาร์จไฟได้ วิ่งได้ไกลตามขนาดแบตเตอรี่
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานไฟฟ้าล้วน รักษ์โลก และประหยัดค่าพลังงาน

ข้อดีและข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า

การตัดสินใจเลือกใช้ รถยนต์ไฟฟ้า 2024 นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี ลองมาดูข้อดีข้อเสียของรถพลังงานไฟฟ้ากันว่ามีอะไรบ้าง

ข้อดีข้อเสีย
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ปล่อยไอเสียข้อจำกัดด้านระยะทางในการขับขี่ ไม่เหมาะเดินทางไกล
ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวการบำรุงรักษา อู่ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะมีน้อย
ช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันใช้เวลาในการเติมชาร์จไฟช้ากว่าการเติมน้ำมัน
สามารถขับขี่ได้อย่างเงียบและเร็วราคาแบตเตอรี่สูง
บำรุงรักษาง่าย ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบางพื้นที่ยังไม่มีจุดชาร์จไฟที่เพียงพอ

ข้อดีของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

  1. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : รถยนต์ไฟฟ้าไม่ปล่อยไอเสียโดยตรงขณะใช้งาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่ ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด
  2. ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว : แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า 2023 อาจมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่า แต่ในระยะยาวจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการชาร์จมีราคาไม่แพง และถูกกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน นอกจากนี้ยังมีค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าเนื่องจากมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยกว่า
  3. ประสิทธิภาพสูงและสมรรถนะดี : มอเตอร์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานสูงกว่าเครื่องยนต์มาก ทำให้ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ยังให้แรงบิดสูงตั้งแต่ออกตัว ทำให้เร่งได้ฉับไวและนุ่มนวล ส่งผลให้ประสบการณ์การขับขี่ราบรื่นและสนุกสนาน
  4. การบำรุงรักษาง่าย : ด้วยโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน รถยนต์ไฟฟ้า 2024 จึงต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่ารถยนต์ทั่วไป ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่มีระบบท่อไอเสีย และมีชิ้นส่วนที่สึกหรอน้อยกว่า ช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในระยะยาว

ข้อเสียของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

  1. ข้อจำกัดด้านระยะทาง แม้ว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะพัฒนาไปมาก แต่รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังมีระยะทางการขับขี่ที่จำกัดเมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์ ทำให้อาจไม่เหมาะกับการเดินทางไกลหรือในพื้นที่ที่มีสถานีชาร์จไฟน้อย ผู้ใช้จำเป็นต้องวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแบตเตอรี่หมดระหว่างทาง
  2. เวลาในการชาร์จไฟ การชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า 2023 ใช้เวลานานกว่าการเติมน้ำมันหลายเท่า แม้จะมีเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว แต่ก็ยังใช้เวลาหลายสิบนาทีเป็นอย่างน้อย ในขณะที่การเติมน้ำมันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ทำให้อาจไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการเดินทาง
  3. ราคารถยนต์ไฟฟ้าเริ่มต้นสูง ราคารถยนต์ไฟฟ้าอาจสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปในรุ่นที่มีขนาดและสมรรถนะใกล้เคียงกัน เนื่องจากต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องยังสูง แม้ว่าในระยะยาวจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า แต่เงินลงทุนเริ่มต้นที่สูงอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้บริโภคบางกลุ่ม
  4. บางพื้นที่ยังไม่มีสถานชาร์จไฟที่เพียงพอ ในหลายประเทศรวมถึงไทย สถานชาร์จไฟสาธารณะยังมีไม่เพียงพอและกระจายตัวไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือเส้นทางระหว่างเมือง ทำให้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า 2024 อาจยังไม่สะดวกเท่ารถยนต์ทั่วไป ผู้ใช้อาจต้องลงทุนติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้านเพิ่มเติม

รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี ?

เมื่อรู้ถึงข้อดีและข้อเสียแล้วมาดูกันว่า รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี รถพลังงานไฟฟ้ายอดนิยม ยี่ห้อไหนบ้าง ที่น่าสนใจในปี 2024

รถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin

1. รถยนต์ไฟฟ้า BYD Dolphin

BYD Dolphin เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัยและราคาที่เข้าถึงได้ เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง ตัวรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ทำให้คล่องตัวในการขับขี่และจอด ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้ประสิทธิภาพสูง ทำให้ประหยัดพลังงานและมีระยะทางขับขี่ที่น่าพอใจ ภายในห้องโดยสารออกแบบอย่างชาญฉลาด ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า มีระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยครบครัน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้า byd Dolphin เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่โลกของรถยนต์ไฟฟ้าด้วยงบประมาณที่ไม่สูงมากนัก

  • ราคา : BYD Dolphin ราคาล่าสุด 559,900 บาท
BYD Atto 3

2. รถยนต์ไฟฟ้า BYD Atto 3

รถยนต์ไฟฟ้า byd Atto 3 เป็น SUV ขนาดกลางที่มาพร้อมสมรรถนะอันโดดเด่นและเทคโนโลยีล้ำสมัย ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังและแรงบิดสูง ทำให้เร่งได้อย่างฉับไวและนุ่มนวล ระบบแบตเตอรี่ใช้เทคโนโลยี Blade Battery ที่ปลอดภัยและมีอายุการใช้งานยาวนาน ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ที่สามารถหมุนได้ ระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติและความปลอดภัยมีความทันสมัย เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบเตือนและช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และกล้องรอบคัน ทำให้ BYD Atto 3 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ทั้งปลอดภัยและมีสมรรถนะสูง

  • ราคา : byd atto 3 ราคาล่าสุด 899,900 – 1,049,900 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า BYD SEAL

3. รถยนต์ไฟฟ้า BYD SEAL

รถยนต์ไฟฟ้า byd SEAL รถระดับพรีเมียมที่มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยวและสมรรถนะระดับสปอร์ต ตัวถังออกแบบให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและระยะทางขับขี่ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังสูง สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่และระบบเครื่องเสียงคุณภาพเยี่ยม ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะมีความก้าวหน้า รวมถึงระบบจอดรถอัตโนมัติและระบบนำทางอัจฉริยะ รถยนต์ไฟฟ้า byd SEAL จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถพลังงานไฟฟ้าที่มีทั้งความหรูหรา สมรรถนะสูง และเทคโนโลยีล้ำสมัย

  • ราคา : BYD SEAL ราคาล่าสุด เริ่มต้น 1.325 ล้านบาท
รถพลังงานไฟฟ้า Volvo XC40 Recharge

4. รถยนต์ไฟฟ้า Volvo XC40 Recharge

Volvo XC40 Recharge วอลโว่ เอ็กซ์ซี 40 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก SUV ที่ผสมผสานความสง่างามแบบสแกนดิเนเวียนกับเทคโนโลยีล้ำสมัย ดีไซน์ภายนอกดูทันสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์ความปลอดภัยของ Volvo ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังและแรงบิดสูง ทำให้มีสมรรถนะที่ดีเยี่ยมทั้งในเมืองและบนทางด่วน ภายในห้องโดยสารกว้างขวางกว่าที่คาดสำหรับรถขนาดนี้ ใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบ สะท้อนถึงความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม ระบบความบันเทิงใช้ Android Automotive OS ทำให้ใช้งานง่ายและเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้อย่างไร้รอยต่อ ระบบความปลอดภัยของ Volvo เป็นที่ยอมรับในระดับโลก XC40 Recharge จึงมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยล่าสุด 

  • ราคา : Volvo XC40 Recharge ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท
รถพลังงานไฟฟ้า Volvo EX30

5. รถยนต์ไฟฟ้า Volvo EX30

Volvo EX30 เป็นรถไฟฟ้าครอบครัวขนาดเล็กรุ่นใหม่ล่าสุดของ Volvo ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีขั้นสูงและความปลอดภัยระดับพรีเมียม ดีไซน์ภายนอกดูทันสมัยและกะทัดรัด เหมาะกับการใช้งานในเมือง แต่ยังคงความสง่างามแบบ Volvo ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยม มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อนสี่ล้อ ภายในห้องโดยสารออกแบบอย่างชาญฉลาด ใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบหลัก สะท้อนถึงความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ตรงกลางเป็นศูนย์กลางการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถ

  • ราคา : Volvo EX30 ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท
รถยนต์ไฟฟ้า Ora Good Cat

6.รถยนต์ไฟฟ้า Ora Good Cat

Ora Good Cat เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่โดดเด่นด้วยดีไซน์น่ารักและราคาที่เข้าถึงได้ง่าย รูปลักษณ์ภายนอกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดึงดูดสายตาด้วยไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่และเส้นสายโค้งมนที่ดูนุ่มนวล ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ใช้โทนสีสว่างสดใสสร้างบรรยากาศที่สดชื่น มีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางกว่าที่คาดสำหรับรถขนาดนี้ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้สมรรถนะที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในเมือง ประหยัดพลังงาน และมีระยะทางขับขี่ที่น่าพอใจ ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อทันสมัย 

  • ราคา : ora good cat ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท
รถพลังงานไฟฟ้า Neta V

7. รถยนต์ไฟฟ้า Neta V

Neta V เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก SUV ที่มาพร้อมสมรรถนะที่ดีและราคาไม่แพงที่เข้าถึงได้ ดีไซน์ภายนอกดูทันสมัยและสปอร์ต มีเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ออกแบบในสไตล์มินิมอล มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่เป็นจุดเด่น ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังและแรงบิดที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป มีระยะทางขับขี่ที่น่าพอใจสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางระยะใกล้ถึงปานกลาง ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อทันสมัย รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto

  • ราคา : neta v ราคาเริ่มต้น 549,000 บาท
AVATR 11

8. รถยนต์ไฟฟ้า AVATR 11

AVATR 11 เป็นรถไฟฟ้าครอบครัว ระดับพรีเมียมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Changan Automobile, CATL และ Huawei มาพร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและเทคโนโลยีล้ำสมัย ภายนอกโดดเด่นด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหวและหลังคาแบบ fastback สร้างความสปอร์ตและหรูหรา ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังสูง สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แบตเตอรี่ความจุสูงให้ระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน

ภายในห้องโดยสารหรูหราด้วยวัสดุคุณภาพสูง มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 3 จอ ครอบคลุมทั้งแผงหน้าปัดและคอนโซลกลาง ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะพัฒนาโดย Huawei ทำให้การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถเป็นไปอย่างราบรื่นและตอบสนองรวดเร็ว ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะมีความก้าวหน้า รวมถึงระบบนำทางอัจฉริยะและระบบจอดรถอัตโนมัติ

  • ราคา : AVATR 11 ราคาไทยอยู่ที่ 1.5-1.85 ล้านบาท
CHANGAN Deepal

9. รถยนต์ไฟฟ้า CHANGAN Deepal

CHANGAN Deepal ฉางอัน ดีพอล (หรือที่รู้จักในชื่อ Shenlan ในบางตลาด) เป็นยี่ห้อรถไฟฟ้ายอดนิยมจาก Changan Automobile ที่เน้นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยและการออกแบบที่สวยงาม รุ่นที่ได้รับความนิยม เช่น Deepal SL03 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กซีดานที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ดีไซน์ภายนอกโฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหวและหน้าตาที่ดุดัน สร้างความโดดเด่นบนท้องถนน

ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังสูง ตอบสนองฉับไว และมีระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและมีการจัดวางอย่างลงตัว หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการควบคุม มาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่ใช้งานง่าย

  • ราคา : changan deepal รุ่น s07 ราคา 1.399 ล้านบาท
รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3

10. รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3

Tesla Model 3 เป็นรถไฟฟ้ายอดนิยมสูงทั่วโลก ด้วยการผสมผสานระหว่างสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม เทคโนโลยีล้ำสมัย และดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ทันสมัย ภายนอกมีรูปทรงที่เพรียวลม ช่วยลดแรงต้านอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังและแรงบิดสูง ทำให้เร่งได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวล มีระยะทางขับขี่ที่ยาวนานเป็นจุดเด่นสำคัญ

ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่ายแบบมินิมอล มีหน้าจอขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการควบคุมทุกฟังก์ชันของรถ ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะของ Tesla มีความโดดเด่นด้านการใช้งานที่ง่ายและการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านอากาศ (Over-the-Air updates) ที่เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ

  • ราคา : tesla model 3 ราคาล่าสุด เริ่มต้น 1.599 ล้านบาท

รถยนต์ไฟฟ้า แบรนด์หรู ที่มาแรงที่สุดปี 2024

ในปี 2024 รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์หรูได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละแบรนด์นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าระดับพรีเมียม ดังนี้

Porsche Taycan

1. Porsche Taycan

Porsche Taycan เป็นรถไฟฟ้ายอดนิยมที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความเป็นสปอร์ตของ Porsche ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยดีไซน์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยว เพรียวลม แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ Porsche ไว้อย่างชัดเจน ตัวถังออกแบบให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและสมรรถนะการขับขี่

  • ราคา : porsche taycan ราคาเริ่มต้น 6.69 ล้านบาท
  • ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ Taycan ให้กำลังและแรงบิดสูงมาก สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ระบบแบตเตอรี่ใช้เทคโนโลยี 800 โวลต์ ทำให้สามารถชาร์จไฟได้รวดเร็วมาก สามารถชาร์จจาก 5% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 22.5 นาทีในกรณีที่ใช้เครื่องชาร์จกำลังสูง
  • ภายในห้องโดยสารของ Taycan ตกแต่งอย่างหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและเทคโนโลยีล้ำสมัย มีหน้าจอแสดงผลแบบโค้งขนาดใหญ่สำหรับผู้ขับขี่ และหน้าจอสัมผัสสำหรับระบบข้อมูลบันเทิงและการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถ
  • ระบบช่วยขับขี่ของ Taycan มีความก้าวหน้า รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และระบบจอดรถอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบเบรกเซรามิกคาร์บอน และระบบป้องกันการพลิกคว่ำ

Porsche Taycan จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูง ดีไซน์สวยงาม และเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตและความเป็น Porsche

รถพลังงานไฟฟ้า BMW iX

2. BMW iX

BMW iX เป็นรถไฟฟ้าครอบครัว (Sports Activity Vehicle) ไฟฟ้าที่นำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ของ BMW ในยุคยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่น ทันสมัย แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ BMW ไว้ กระจังหน้าขนาดใหญ่แบบ kidney grille ได้รับการออกแบบใหม่ให้เป็นพื้นที่สำหรับเซ็นเซอร์อัจฉริยะ

  • ราคา : BMW iX เริ่มต้น 5.149 ล้านบาท
  • ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ iX ให้กำลังและแรงบิดสูง มีทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อนสี่ล้อ สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แบตเตอรี่ความจุสูงให้ระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน และรองรับการชาร์จไฟแบบเร็วที่กำลังไฟสูงสุด 200 กิโลวัตต์
  • ภายในห้องโดยสารของ iX ตกแต่งอย่างหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีหน้าจอแสดงผลแบบโค้งขนาดใหญ่ที่รวมหน้าจอสำหรับผู้ขับขี่และระบบข้อมูลบันเทิงเข้าด้วยกัน ควบคุมด้วยระบบปฏิบัติการ BMW iDrive รุ่นล่าสุดที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง
  • ระบบช่วยขับขี่ของ iX มีความก้าวหน้า รวมถึงระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติระดับ 2+ ที่สามารถควบคุมการเลี้ยว เร่ง และเบรกในสถานการณ์การจราจรส่วนใหญ่ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบเตือนการชนด้านข้าง และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ

BMW iX จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถพลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย สมรรถนะสูง และความสะดวกสบายเป็นเลิศ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบนวัตกรรมยานยนต์และต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบอนาคต

 BMW i4

3. BMW i4

BMW i4 เป็นรถยนต์ไฟฟ้ามินิซีดานที่ผสมผสานความสปอร์ตและความหรูหราเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ภายนอกที่สวยงาม เพรียวลม แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ BMW ซีรีส์ 4 ไว้ กระจังหน้าแบบ kidney grille ขนาดใหญ่สร้างความโดดเด่นและเป็นที่จดจำ

  • ราคา : BMW i4 ราคาเริ่มต้น 3.789 ล้านบาท
  • ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ i4 มีให้เลือกหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นประหยัดพลังงานไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูงอย่าง M50 ที่ให้กำลังและแรงบิดสูงมาก สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แบตเตอรี่ความจุสูงให้ระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน และรองรับการชาร์จไฟแบบเร็วที่กำลังไฟสูงสุด 200 กิโลวัตต์
  • ภายในห้องโดยสารของ i4 ตกแต่งอย่างประณีต ใช้วัสดุคุณภาพสูงและเทคโนโลยีล้ำสมัย มีหน้าจอแสดงผลแบบโค้งขนาดใหญ่ที่รวมหน้าจอสำหรับผู้ขับขี่และระบบข้อมูลบันเทิงเข้าด้วยกัน ควบคุมด้วยระบบปฏิบัติการ BMW iDrive รุ่นล่าสุดที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง
  • ระบบช่วยขับขี่ของ i4 มีความก้าวหน้า รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และระบบจอดรถอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบเตือนจุดบอด และระบบป้องกันการชนด้านหน้า

BMW i4 จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูง ดีไซน์สวยงาม และเทคโนโลยีทันสมัย โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบสปอร์ตและต้องการความคล่องตัวของรถซีดาน

รถพลังงานไฟฟ้า Audi e-tron GT

4. Audi e-tron GT

Audi e-tron GT เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีของ Audi ได้อย่างชัดเจน ด้วยดีไซน์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยว สปอร์ต แต่ยังคงความหรูหราแบบ Audi เอาไว้ ตัวถังออกแบบให้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำมาก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและสมรรถนะ

  • ราคา : Audi e-tron GT ราคาเริ่มต้น 6.849 ล้านบาท
  • ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ e-tron GT ให้กำลังและแรงบิดสูงมาก โดยเฉพาะในรุ่น RS e-tron GT ที่สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 3.5 วินาที ระบบแบตเตอรี่ใช้เทคโนโลยี 800 โวลต์ ทำให้สามารถชาร์จไฟได้รวดเร็วมาก สามารถชาร์จจาก 5% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 22.5 นาทีในกรณีที่ใช้เครื่องชาร์จกำลังสูง
  • ภายในห้องโดยสารของ e-tron GT ตกแต่งอย่างหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่สำหรับระบบข้อมูลบันเทิงและการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถ ระบบเครื่องเสียง Bang & Olufsen ให้คุณภาพเสียงระดับพรีเมียม
  • ระบบช่วยขับขี่ของ e-tron GT มีความก้าวหน้า รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันที่สามารถปรับความเร็วตามสภาพการจราจรและทางโค้ง ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และระบบจอดรถอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบเบรกเซรามิกคาร์บอน และระบบป้องกันการพลิกคว่ำ

Audi e-tron GT จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กที่มีสมรรถนะสูง ดีไซน์สวยงาม และเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตหรูและความเป็น Audi ผสมผสานกับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

รถพลังงานไฟฟ้า Mercedes-Benz EQB

5. Mercedes-Benz EQB

Mercedes-Benz EQB เป็นรถไฟฟ้าครอบครัวขนาดกลางที่นำเสนอความหรูหราและความอเนกประสงค์ในรูปแบบยานยนต์ไฟฟ้า ดีไซน์ภายนอกมีความโฉบเฉี่ยวแต่ยังคงเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz ไว้อย่างชัดเจน กระจังหน้าแบบ Black Panel ที่เป็นลักษณะเฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้าตระกูล EQ สร้างความโดดเด่นและทันสมัย

  • ราคา : Mercedes-Benz EQB ราคาเริ่มต้น 3.02 ล้านบาท
  • ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ EQB มีให้เลือกหลายรุ่น ทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้กำลังและแรงบิดที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปและการเดินทางไกล แบตเตอรี่ความจุสูงให้ระยะทางขับขี่ที่น่าพอใจ และรองรับการชาร์จไฟแบบเร็วที่กำลังไฟสูงสุด 100 กิโลวัตต์ ทำให้สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาประมาณ 30 นาที
  • ภายในห้องโดยสารของ EQB ตกแต่งอุปกรณ์เสริมหรูหรา ใช้วัสดุคุณภาพสูงและเทคโนโลยีล้ำสมัย มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่สองจอที่รวมหน้าจอสำหรับผู้ขับขี่และระบบข้อมูลบันเทิงเข้าด้วยกัน ควบคุมด้วยระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) รุ่นล่าสุดที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง นอกจากนี้ EQB ยังมีความอเนกประสงค์สูงด้วยที่นั่งแถวที่สามที่สามารถพับเก็บได้ ทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 คนหรือเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ตามต้องการ
  • ระบบช่วยขับขี่ของ EQB มีความก้าวหน้า รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และระบบจอดรถอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบเตือนจุดบอด และระบบป้องกันการชนด้านข้าง

Mercedes-Benz EQB จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถพลังงานไฟฟ้าที่มีความหรูหรา อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีทันสมัย โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งการเดินทางในเมืองและการท่องเที่ยวระยะไกล

ประกันรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อคุณตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้าในไทยแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องประกันภัย แน่นอนว่าประกันรถยนต์ไฟฟ้าก็มีความแตกต่างจากประกันรถยนต์ทั่วไปอยู่บ้าง มาดูกันว่ามีอะไรที่ควรรู้บ้าง

  1. ความคุ้มครองพิเศษสำหรับแบตเตอรี่: เนื่องจากแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญและมีราคาแพงมากของรถไฟฟ้าในไทย หลายบริษัทประกันจึงมีความคุ้มครองพิเศษสำหรับแบตเตอรี่โดยเฉพาะ ซึ่งอาจครอบคลุมทั้งความเสียหายจากอุบัติเหตุ ไฟไหม้ หรือแม้แต่การเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร
  2. ความคุ้มครองอุปกรณ์ชาร์จ: นอกจากตัวรถแล้ว อุปกรณ์ชาร์จก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน บางกรมธรรม์จึงรวมความคุ้มครองสำหรับอุปกรณ์ชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงานด้วย
  3. บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน: เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าอาจมีความเสี่ยงที่จะแบตเตอรี่หมดระหว่างทาง หลายบริษัทประกันจึงมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินพิเศษ เช่น บริการรถลากพ่วงที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ในตัว
  4. ค่าซ่อมที่อาจสูงกว่า: เนื่องจากเทคโนโลยีของรถไฟฟ้าในไทยยังค่อนข้างใหม่ และต้องการช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ค่าซ่อมจึงอาจสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป ทำให้เบี้ยประกันอาจสูงขึ้นตามไปด้วย
  5. ส่วนลดพิเศษ: ในทางกลับกัน บางบริษัทประกันอาจมีส่วนลดพิเศษสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมองว่ามีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่า (เพราะความเร็วเฉลี่ยต่ำกว่า และมักมีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัยกว่า)

เมื่อเลือกประกันรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็ก ควรเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายๆบริษัท และอ่านรายละเอียดของกรมธรรม์อย่างละเอียด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่และอุปกรณ์พิเศษของรถยนต์ไฟฟ้า

การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้า

แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ามินิจะมีชิ้นส่วนที่ต้องบำรุงรักษาน้อยกว่ารถยนต์เครื่องยนต์ แต่ก็ยังต้องการการดูแลรักษาอยู่ดี มาดูกันว่ามีวิธีดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าอย่างไรบ้าง

  1. ดูแลแบตเตอรี่
    • พยายามรักษาระดับประจุแบตเตอรี่ให้อยู่ระหว่าง 20-80% เพื่อยืดอายุการใช้งาน
    • หลีกเลี่ยงการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 100% บ่อย ๆ ถ้าไม่จำเป็น
    • หลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเกลี้ยง
    • หากจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้อยู่ที่ประมาณ 50%
  2. ตรวจสอบยางรถยนต์
    • ตรวจสอบแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ เพราะแรงดันลมยางที่ไม่เหมาะสมจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น
    • สลับยางตามกำหนดเวลา เพื่อให้ยางสึกหรออย่างสม่ำเสมอ
  3. ดูแลระบบเบรก
    • แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ามินิจะใช้ระบบเบรกรีเจนเนอเรทีฟ แต่ก็ยังต้องตรวจสอบผ้าเบรกและจานเบรกเป็นประจำ
    • ใช้เบรกเท้าบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อป้องกันสนิมเกาะที่จานเบรก
  4. ดูแลระบบทำความเย็น
    • ตรวจสอบระดับน้ำยาหล่อเย็นสำหรับแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ
    • เปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นตามกำหนดเวลาที่ระบุในคู่มือ
  5. อัพเดทซอฟต์แวร์
    • อัพเดทซอฟต์แวร์ของรถอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับฟีเจอร์ใหม่ๆ และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ
  6. ทำความสะอาดรถ
    • ล้างรถเป็นประจำ โดยเฉพาะในบริเวณใต้ท้องรถ เพื่อป้องกันสนิมที่อาจเกิดกับชิ้นส่วนโลหะ
    • ดูแลรักษาสีรถเพื่อป้องกันความเสียหายจากแสงแดดและมลภาวะ
  7. นำรถเข้าศูนย์บริการตามกำหนด
    • แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กจะต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่า แต่ก็ควรนำรถเข้าศูนย์บริการตามกำหนดเวลาที่ระบุในคู่มือ
  8. ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐาน
    • ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับรถของคุณเท่านั้น
    • หลีกเลี่ยงการใช้สายต่อพ่วงในการชาร์จรถ
  9. ปรับการใช้งานเครื่องปรับอากาศ
    • การใช้เครื่องปรับอากาศมีผลต่อระยะทางที่วิ่งได้ ลองปรับใช้โหมดประหยัดพลังงานหรือตั้งอุณหภูมิให้สูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อประหยัดพลังงาน
  10. จอดรถในร่ม
    • ถ้าเป็นไปได้ ควรจอดรถในร่มหรือในที่ที่มีหลังคา เพื่อป้องกันแบตเตอรี่จากความร้อนหรือความเย็นจัด

การดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้ามินิอย่างถูกต้องจะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถ และรักษาประสิทธิภาพการทำงานให้ดีอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวอีกด้วย

รถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จไฟกี่บาท ?

หนึ่งในคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า 2023 คือ “ชาร์จไฟแต่ละครั้งเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?” คำตอบคือ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่โดยรวมแล้วถูกกว่าค่าน้ำมันแน่นอน! มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการชาร์จ

  1. ขนาดแบตเตอรี่ของรถ : รถที่มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ย่อมต้องใช้ไฟฟ้าในการชาร์จมากกว่า
  2. อัตราค่าไฟฟ้า : ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และช่วงเวลา
  3. ประเภทของสถานีชาร์จ : สถานีชาร์จเร็วมักจะมีค่าบริการแพงกว่าการชาร์จที่บ้าน
  4. โปรโมชั่นหรือแพ็กเกจพิเศษ : บางครั้งผู้ให้บริการสถานีชาร์จอาจมีโปรโมชั่นพิเศษ

ลองมาคำนวณกันคร่าวๆ นะ สมมติว่าคุณมีรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ขนาด 60 kWh และคุณชาร์จที่บ้านในช่วงกลางคืน (ซึ่งค่าไฟถูกกว่า) โดยค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 บาทต่อหน่วย

60 kWh x 4 บาท = 240 บาท

นั่นหมายความว่า การชาร์จเต็มหนึ่งครั้งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 240 บาท ซึ่งทำให้รถวิ่งได้ประมาณ 300-400 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและการขับขี่)

เทียบกับรถน้ำมันที่อาจต้องเสียค่าน้ำมันประมาณ 1,000-1,500 บาทสำหรับระยะทางเท่ากัน เห็นได้ชัดว่าประหยัดกว่ามาก!

แต่ถ้าคุณชาร์จที่สถานชาร์จสาธารณะ ราคาอาจสูงขึ้นเล็กน้อย โดยทั่วไปแล้วอาจอยู่ที่ประมาณ 5-7 บาทต่อหน่วย ทำให้การชาร์จเต็มหนึ่งครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 300-420 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จนานไหม ?

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับรถไฟฟ้าในไทยคือเรื่องเวลาในการชาร์จ ซึ่งคำตอบคือ… มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่นกัน! แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเทคโนโลยีการชาร์จก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การชาร์จเร็วขึ้นเรื่อย ๆ มาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อเวลาในการชาร์จ

  1. ขนาดของแบตเตอรี่ : แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ย่อมใช้เวลาชาร์จนานกว่า
  2. กำลังไฟของเครื่องชาร์จ : เครื่องชาร์จที่มีกำลังไฟสูงจะชาร์จได้เร็วกว่า
  3. ความสามารถในการรับกำลังไฟของรถ : บางรุ่นอาจรองรับการชาร์จเร็วได้ดีกว่ารุ่นอื่น
  4. ระดับประจุปัจจุบันของแบตเตอรี่ : การชาร์จจาก 0% ถึง 80% มักจะเร็วกว่าการชาร์จจาก 80% ถึง 100%

เครื่องชาร์จแบบธรรมดาที่บ้านอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงหนึ่งคืนในการชาร์จเต็ม แต่หากใช้เครื่องชาร์จแบบเร็วที่สถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วไป อาจใช้เวลาเพียง 30 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมงในการชาร์จถึง 80%

ข้อแนะนำในการชาร์จ

  • ชาร์จรถให้อยู่ระหว่าง 20-80% เพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
  • วางแผนการชาร์จล่วงหน้าเมื่อเดินทางไกล
  • ใช้แอปพลิเคชันช่วยหาสถานีชาร์จและวางแผนการเดินทาง

แม้ว่าการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 2023 อาจใช้เวลานานกว่าการเติมน้ำมัน แต่ข้อดีคือคุณสามารถชาร์จที่บ้านได้ ไม่ต้องเสียเวลาไปปั๊มน้ำมัน และในอนาคตเทคโนโลยีการชาร์จก็จะพัฒนาให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน!

วิธีค้นหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าใกล้ฉัน

การรู้ตำแหน่งของสถานีชาร์จรถไฟฟ้าในไทยเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเจ้าของรถ EV โชคดีที่ปัจจุบันมีวิธีหลากหลายในการค้นหาสถานีชาร์จใกล้ตัว มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง:

  1. แอปพลิเคชันของผู้ให้บริการสถานีชาร์จ
    • ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรายใหญ่ในไทย เช่น EA Anywhere, PTT EV Station, MG Super Charge ต่างก็มีแอปของตัวเองที่แสดงตำแหน่งสถานีชาร์จได้
    • ข้อดีคือมักจะมีข้อมูลที่อัปเดตล่าสุดและแม่นยำ รวมถึงสามารถดูสถานะการใช้งานแบบเรียลไทม์ได้
  2. แอปพลิเคชันรวมสถานีชาร์จ
    • มีแอปที่รวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากหลาย ๆ เครือข่าย เช่น PlugShare, ChargeMap
    • ข้อดีคือครอบคลุมสถานีชาร์จจากหลายผู้ให้บริการ และมักมีรีวิวจากผู้ใช้จริง
  3. ระบบนำทางในรถยนต์
    • รถพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ มักจะมีระบบนำทางที่แสดงตำแหน่งสถานีชาร์จได้
    • ข้อดีคือสะดวก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม และบางรุ่นสามารถคำนวณระยะทางที่วิ่งได้และแนะนำจุดชาร์จระหว่างทางให้ด้วย
  4. Google Maps
    • Google Maps ก็มีข้อมูลสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน
    • ข้อดีคือใช้งานง่าย คุ้นเคย และสามารถดูข้อมูลอื่น ๆ เช่น ร้านอาหารหรือสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงได้ด้วย
  5. เว็บไซต์ของการไฟฟ้า
    • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงมีเว็บไซต์ที่แสดงตำแหน่งสถานีชาร์จ EV ทั่วประเทศ
    • ข้อดีคือข้อมูลครอบคลุมและเชื่อถือได้
  6. แอปพลิเคชันของผู้ผลิตรถยนต์
    • ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายมีแอปของตัวเองที่ช่วยในการค้นหาสถานีชาร์จ
    • ข้อดีคือมักจะมีฟีเจอร์พิเศษสำหรับรถยี่ห้อนั้น ๆ เช่น การจองคิวชาร์จล่วงหน้า

ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกรถยนต์แบบไหน ขอให้คุณขับขี่อย่างปลอดภัย และมีความสุขกับการเดินทางเสมอนะครับ

ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ SUPERCAR HYPERCAR BIGBIKE หรือรถยนต์รุ่นอื่นๆ ต้องห้ามพลาดกับข่าวสารข้อมูลดีๆจาก MILELIMIT

Ferrari Laferrari ราคา 200 ล้าน มีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้

ซุปเปอร์คาร์ กับ สปอร์ตคาร์ เลือกแบบไหนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์

RELATES POST